ความเป็นจริง

มิถุนายน 11, 2009 at 1:53 am (วิถีแห่งหมอดู) ()

ต่อจากหนังสือสะพาน คอลัมภ์ที่แล้วครับ

ความเป็นจริง

การใช้ชีวิต กับ การหาเลี้ยงชีพ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

คนที่ทำงานในโลกนี้มีมาก แต่คนที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน คือมีความเจริญในหน้าที่การงานนั้นมีไม่มากนัก เป็นเพราะอะไร?

นักทำงานที่จัดว่าเป็นเยี่ยมนั้น มีองค์ประกอบในการทำงาน 3 ลักษณะคือ

- ทำงานด้วยมือ

- ทำงานด้วยสมอง

- ทำงานด้วยปฏิภาณ

การทำงานด้วยมือ คือลงมือทำทุกอย่างเอง ใช้ความรู้ความสามารถของตัวเองเต็มที่ แม้แต่จะใช้ใครทำงานก็ต้องใช้เอง

การทำงานด้วยสมอง คือทำงานไปใช้สมองคิดไป ใช้สติปัญญา ใช้ความคิดในการทำงาน โดยคิดให้รอบคอบถึงผลได้ผลเสีย คิดให้ไกลถึงอดีต อนาคต และมองย้อนกลับมาปัจจุบัน คิดหาทางแก้การป้องกันไว้ก่อน

การทำงานด้วยปฏิภาณ คือการทำงานด้วยความมีไหวพริบ ตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ฉับไว โดยไม่ได้ต้องเสียเวลาในการทำงาน ติดขัดอย่างไรก็แก้ไขปัญหาได้ทันที ทำงานได้คล่องแคล่วไม่ขัดข้อง

คำทำงานด้วยมือ คือได้ทุ่มเทกำลังแต่เพียงอย่างเดียว บุกเดินหน้าอย่างเดียว ไม่ได้ใช้สมองหรือปฏิภาณแต่อย่างไร เขาให้ยกก็ยก เขาให้แบกก็แบก อย่างนี้มันต้องทำงานหนักและได้ค่าตอบแทนต่ำอยู่แล้ว ไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร

ส่วนคนทำงานสมองนั้น ทำงานไม่หนักแรงแต่หนักสมอง ย่อมมีค่าตอบแทนสูงกว่าคนที่ทำงานด้วยมือ

สำหรับคนที่ทำงานด้วยปฏิภาณนั้น จัดเป็นยอดคนที่หาได้ยากยิ่งนัก แต่ปฏิภาณเป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนกันได้ แต่สอนหรือบอกกันโดยตรงไม่ได้ จะเกิดขึ้นอัตโนมัติจากการทำงาน จากประสบการณ์ จากความผิดพลาดที่ผ่านมา ผู้ที่มีประสบการณ์มากย่อมมีความสังเกตุที่ดีมาก โดยเฉพาะเมื่อเกิดคราวคับขัน สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี รอดพ้นจากอุปสรรคได้

ในชีวิตคนเรานั้นแม้จะอยู่คนเดียวโดเดี่ยวในโลกไม่ได้ ทำงานให้ความสำเร็จด้วยดีไม่ได้ จำเป็นต้องอาศัยผู้อื่นช่วยเหลือก็ตาม แต่ถึงกระนั้นเราต้องรู้จักการช่วยตัวเองเสียก่อน เมื่อช่วยตัวเองได้ดีแล้วจึงให้พวกพ้องมาช่วยกันทีหลัง หากไม่ฝึกตัวเองให้ช่วยตัวเองได้ก่อนถึงคราวคับขันจริงๆ มักเดือดร้อนแสนสาหัสเอาตัวแทบไม่รอด บางหลายถึงกับทนไม่ได้ฆ่าตัวตายหนีปัญหาไปเลยก็ดี

พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เมื่อไม่ช่วยตัวเองแล้วใครจะช่วยเล่า คนที่ช่วยตัวเองย่อมได้รับความช่วยเหลือที่หาได้ยากยิ่ง

การหวังที่จะพึ่งแต่คนอื่น หวังแต่จะให้เขาช่วยโดยไม่คิดช่วยตัวเองบ้าง จะกลายเป็นที่ดูถูกดูแคลนของคนทั่วไปและคนรอบข้าง การพึ่งคนอื่นสามารถพึ่งได้ แต่ก็ควรจะชั่วคราวเท่านั้น เขาจะช่วยเหลือยอมให้พึ่งพาเมื่อเขายังรักและเมตตาของเราอยู่เท่านั้น

คนที่ฝึกตัวเองทุกเรื่อง จะเป็นคนเข้มแข้งทั้งร่างกายและจิตใจ เมื่อพบอุปสรรคอะไรมาก็จะสามารถเอาตัวรอดได้

การฝึกช่วยตัวเองคือการฝึกทำอะไรหลายๆอย่างให้เป็น เมื่อไปอยู่ในสถานการณ์ที่มีแต่ความเปลี่ยนแปลงจะได้เป็นคนจมไม่ลง

ในการทำงาน ทุกคนย่อมมีโอกาสผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้น คนที่ไม่เคยทำงานนั่นคือคนที่ไม่เคยผิดพลาด ดังนั้น เมื่อคิดว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมในการทำงาน ให้สำรวจตัวเองดังนี้

- พิจารณาตัวเองดูก่อนด้วยความเป็นธรรม

- อย่าด่วนโทษเจ้านาย

- อย่าด่วนโทษระบบงาน

ดูให้ชัดก่อนว่าความผิดพลาดบกพร่องเริ่มต้นมาจากที่ใด ที่ใคร หากยังมองตัวเองไม่ผิด แล้วไม่ยอมปรับปรุงตัวเอง ก็อย่าหวังเลยว่าจะแก้ปัญหาต่างๆได้ เพราะมีหลักความจริงที่ว่า นักทำงานที่ดีนั้นต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับงานและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ปรับสิ่งแวดล้อมและงานให้เข้ากับความคิดของตัวเอง

การทำงานกับคนหมู่มากหรือทำงานกันเป็นหมู่คณะ ต้องอาศัยที่ต่างคนต่างมีใจคิดอย่างเดียวกันใน ส่วนใหญ่ คนเราลองเห็นด้วยเสียแล้วมักจะลงเอยด้วยคำว่า “ว่าไงว่ากัน” หรือ “เอาไงเอากัน” ถ้าควบคุมคนกลุ่มนี้ให้ลงเอยทางความคิดไม่ได้ ความยุ่งยากก็ตั้งเค้าเริ่มต้นขึ้นแล้ว ยิ่งมีคนประเภท “มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ” ด้วยละก็ มีแต่ยุ่งกับยุ่ง

เพราะฉะนั้น หากคิดจะทำงานใหญ่ ท่านจึงสอนให้หาวิธีทำให้ทุกคนที่อยู่ในหมู่คณะมี ความเห็นพ้องกันต้องกัน เสียก่อนเป็นอันดับแรก

การตั้งความเห็นพ้องกันนั้น ต้องอาศัยวิธีการเหล่านี้

- ต้องให้ความสำคัญกันและกัน

- ต้องคิดว่า ทุกคนมีความสำคัญเสมอกันทั้งหมด

การให้ความสำคัญกันและกันนั้น จะทำให้ทุกคนเกิดความภาคภูมิใจ และเห็นความสำคัญของตัวเองว่า ตนก็มีศักดิ์ศรี มีความสำคัญและมีส่วนร่วมในหมู่คณะอีกด้วย ตรงกันข้ามถ้าหากในหมู่คณะมีการดูถูกเหยียดหยามซึ่งกันและกัน ไม่ให้ความสำคัญแก่ตัวผู้อื่น ตัวดีตัวเก่งแต่คนเดียว คนอื่นเป็นเพียงแค่ตัวประกอบ

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.